Comics-Article

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน

โดย วินิทรา นวลละออง




สัปดาห์ ที่แล้วเล่าให้ฟังถึงวัฒนธรรมการ์ตูนที่มาแรงเหลือเกินในญี่ปุ่นและทำเงินมหาศาล
จนหนุ่มๆ กระเป๋าฉีกด้วยรอยยิ้มกันถ้วนหน้าค่ะ นั่นคือ "วัฒนธรรมโมเอะ" (moe subculture)
ซึ่งกล่าวถึงหนุ่มๆ ที่ชอบสาวน้อยน่ารักตาโตแต่งกายด้วยชุดเมด (ชุดคนรับใช้แบบยุโรป)
หรือชุดหูแมวน่ารักน่าเอ็นดูเกินห้ามใจ คุณเจสัน ธอมป์สันผู้เขียนบทความเรื่องวัฒนธรรมโมเอะ
ได้อธิบายความชอบเด็กสาวน่ารัก ของหนุ่มๆ ว่าอาจเป็นปรากฏการณ์เช่นเดียวกับ phatic language
หรือ "พูดอย่างนั้นแต่ไม่ได้หมายความอย่างนั้น" อีกนัยหนึ่งคือชอบตัวการ์ตูนเด็กสาวใส่ชุดทหารแบบน่ารัก
ติดโบว์หวานแหววแต่ถือปืนกระบอกโตก็ไม่ได้หมายความว่าอยากจับน้องสาวที่บ้าน มาแต่งแบบนั้นแต่อย่างใด
มันเป็นแค่การทำให้ชุดทหารและปืน (ซึ่งเป็นของชอบของผู้ชายปกติทั่วไป) ดูน่ารักขึ้นเท่านั้นเอง

อีก ทฤษฎีหนึ่งน่าจะเกิดจากคำถามที่ว่า "แล้วทำไมต้องเอาของชอบไปอยู่รวมกับตัวการ์ตูนเด็กสาววัยประถมทุกที
ถ้าชอบแมวน่ารักทำไมไม่ชอบคิตตี้หรือการ์ฟิลด์ ทำไมต้องเอาตัวการ์ตูนเด็กประถมไปใส่หูแมวด้วย"
คุณเจสันอธิบายปรากฏการณ์นี้ ด้วยทฤษฎี moe anthropomorphism หรือแปลโดยสรุปว่า
เป็นการเปลี่ยนให้สิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์, สิ่งของที่ไม่มีชีวิต, คอนเซ็ปท์, หรือปรากฏการณ์ใดๆ กลายเป็นมนุษย์ค่ะ
หากจะอธิบายว่าทำไมต้องเป็นตัวการ์ตูนเด็กสาวหูแมว คำตอบคงเป็นชายหนุ่มชอบ "นิสัยแบบแมว"
ซึ่งเป็นคอนเซ็ปท์ของนิสัยที่ชอบคลอเคลียออดอ้อนแต่บางอารมณ์ก็แสนงอนทำตัวเชิดหยิ่ง
เหมือนเป็นเจ้านายเราเสียแทน นิสัยแบบแมวซึ่งเป็นนามธรรมถูกเปลี่ยนเป็นมนุษย์ซึ่งก็คือเด็กสาวสวมหูแมว นั่นเอง
แต่ถ้าสงสัยต่อว่าทำไมไม่ให้เป็นแคทวูแมนสุดเซ็กซี่ล่ะ หนุ่มๆ ก็อาจจะบอกว่ามัน "ไม่โมเอะ" ก็ได้ค่ะ

เพื่อให้รู้กันว่าสิ่งนี้ได้ ถูกเปลี่ยนให้เป็นสิ่งมีชีวิตสุดโมเอะตามทฤษฎี moe anthropomorphism
จึงกำเนิดคำลงท้ายเพิ่มความน่ารัก 200% ขึ้นมาว่า "ตัน" ตัวอย่างเช่นน้องแมวสุดน่ารักอาจจะชื่อ "เนโกะจัง"
(ใส่ "จัง" ตอนท้ายก็น่าเอ็นดูแล้ว) แต่เมื่ออยากให้ได้อารมณ์กรี๊ดกร๊าดแบบวัฒนธรรมโมเอะเราจึงต้องเปลี่ยนเป็น
"เนโกะตัน" เสียแทน เช่นเดียวกับสาวน้อยน่ารักนั่งทับลูกโลกจิ๊กซอว์หน้าตาคุ้นๆ คนนี้ เดาไหมคะว่าเธอน่าจะชื่ออะไร
ชื่อของเธอคือ "วิกิปิตัน"ค่ะ! ลูกโลกที่เห็นคือลูกเดียวกับ Wikipedia สารานุกรมออนไลน์นั่นเอง
หนุ่มๆ ในวัฒนธรรมโมเอะได้เปลี่ยนให้สิ่งที่ใช้งานเป็นประจำทุกวันดูน่ารักน่า เอ็นดูขึ้นด้วยการจับให้วิกิปีเดีย
กลายเป็นสาวน้อยและตั้งชื่อว่าวิกิปิตัน ซะเพื่อให้...ใช้แล้วจิตใจชื่นบานมั้งคะ มาถึงตอนนี้คงพอเดาได้ว่า
จะมีสาวน้อยที่เกิดจากของใช้ที่หนุ่มๆ นิยมอีกเพียบแน่ค่ะ เช่น โอเอสตัน (OS-tan)
หรือประบบปฏิบัติการ (operating system) ในร่างสาวน้อย เป็นต้น

คุณเจสันยังกล่าวถึงความ นิยมอื่นๆ ในวัฒนธรรมโมเอะอีกพอสมควร เช่น โลลิค่อน (Lolita complex)
หรือมิลิโมเอะ (mili-moe : military moe) ส่วนสาวๆ เองใช่ว่าจะแห้งแล้งนะคะ
ทฤษฎี moe anthropomorphism ยังใช้อธิบายการ์ตูนเรื่อง Axis Power Hetalia
ที่จับเอาคอนเซ็ปท์ของคนแต่ละประเทศมาเปลี่ยนให้เป็นมนุษย์เช่นเดียวกับที่ หนุ่มๆ เปลี่ยนวิกิปีเดียเป็นวิกิปิตันด้วย

ใครสนใจศึกษาต่อเชิญค้น คว้าที่ http://io9.com/ หาชื่อ Jason Thompson ค่ะ
น่าจะมีคำอธิบายดีๆ ว่าเพราะเหตุใดหนุ่มๆ ในปัจจุบันจึงหันไปชอบการ์ตูน
ที่มีเด็กสาวเป็นตัวดำเนินเรื่องพอๆ กับการ์ตูนผู้ชายบู๊ล้างผลาญ



http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01sun04131252&sectionid=0120&day=2009-12-13
คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน

โดย วินิทรา นวลละออง


วันนี้ ได้มีโอกาสอ่านบทความของคุณ Jason Thompson ซึ่งได้รับฉายาว่าเอนไซโคลปีเดียการ์ตูนเดินได้คนหนึ่ง
ของวงการเรื่องสาวน้อยน่ารักในชุดทหารหวานแหววแต่มือเธอกลับถือปืนสีโลหะเงาวับขัดแย้ง
กับท่าทางน่าเอ็นดูของเธออย่างชัดเจน เห็นเด็กสาวตาโตถือปืนแบบนี้อย่าคิดว่านี่คือการ์ตูนสำหรับเด็กผู้หญิงนะคะ
วิธีแบ่งอายุของผู้ชมตามอายุและเพศของตัวเอกในการ์ตูนใช้ไม่ได้อีกต่อไป
เพราะแม้สาวน้อยอายุไม่เกินสิบขวบคนนี้จะเป็นนางเอก แต่การ์ตูนเรื่องนี้ไม่ได้ถูกสร้างให้เด็กสาววัยประถมดู
นี่คือการ์ตูนสำหรับ "ชายหนุ่ม" ผู้หลงใหลวัฒนธรรมการ์ตูนล่าสุดที่แรงและทำเงินมหาศาลในญี่ปุ่นขณะนี้
"วัฒนธรรมโมเอะ" (Moe subculture) ซึ่งโดยส่วนตัวไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของตลาดโมเอะ
จึงทำความเข้าใจความรู้สึก ของหนุ่มๆ ยากพอดู แต่ก็จะพยายามค่ะ

เริ่มที่คำว่า "โมเอะ" ก่อน เชื่อว่าหลายท่านคงคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์อย่างฮัลโลคิตตี้หรือโปเกม่อน
ที่น่ารักน่าเอ็นดู เวลาที่เราเห็นของ "น่ารักเกินห้ามใจ!" เราจะอุทานออกมาว่า "โมเอะ"
ซึ่งมีความหมายในเชิงกรี๊ดกร๊าดว่าทำไมน่ารักแบบนี้ หากสาวๆ วัยรุ่นเห็นตุ๊กตายัดนุ่นตัวกลมแล้วชมว่าน่ารัก
ก็คงไม่แปลก แต่หากมีชายหนุ่มกำยำล่ำสันใส่ชุด ร.ด.เดินไปหยิบพวงกุญแจคิตตี้แล้วชมว่าน่ารักจังนะตัว...
คงแปลกนิดๆ ใช่ไหมคะ และนี่คือจุดเริ่มต้นของความอยุติธรรมค่ะ! ทุกวันนี้ผู้หญิงลุกขึ้นมาทำงานนอกบ้านอย่างเข้มแข็ง
เธอเลิกสนใจการเย็บปักถักร้อยหรือแต่งห้องด้วยผ้าม่านลูกไม้หวานแหวว
แต่กลับทำงานอยู่แถวหน้าของผู้ชายอย่างภาคภูมิ ในเมื่อคุณผู้หญิงหันไปนิยมอะไรที่ดูสมชายชาตรีแบบนี้ได้
แล้วทำไมคุณผู้ชายถึงจะเปลี่ยนมาชอบอะไรน่ารักๆ สีชมพูหวานๆ บ้างไม่ได้ล่ะ

แฮ่ ม...อย่างไรก็ตามผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ได้มีสัญชาตญาณชอบผ้าลูกไม้สีชมพูหวานๆ
หรือคิตตี้ประดับพลอยแวววับสีชมพูค่ะ ผู้ชายก็ยังคงชอบปืน รถยนต์ เครื่องบิน หุ่นยนต์
หรือสิ่งไม่มีชีวิตที่ดูแล้วสมชายชาตรีเหมือนเดิม แต่การทำให้ของเหล่านี้ดูน่ารักขึ้น
ด้วยการทาสีชมพูไม่ใช่ทางออกที่คนทั่วไปยอมรับได้นัก ลองคิดถึงชุดทหารเต็มยศสีชมพูหวาน
หรือหุ่นยนต์ทัดดอกไม้แล้วถือกระเป๋าลาย ลูกไม้สิคะ โอ้...รับไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นลองเปลี่ยนให้เด็กสาวตัวเล็กๆ
ใส่ชุดทหารผูกโบถือปืนกระบอกใหญ่หรือสาวน้อยน่ารักสวมชุดเกราะแบบเดียวกับ หุ่นยนต์นั่งยิ้มหวานบ้างล่ะ...ดูเข้าท่าแฮะ

นี่คือที่มาของ "โมเอะ" ในความคิดของคุณเจสันค่ะ คือแม้หนุ่มๆ จะชอบตัวการ์ตูนเด็กสาววัยประถม
ใส่ชุดทหารน่ารักถือปืนก็ไม่ได้หมายความว่า เขาอยากจะพรากผู้เยาว์แต่อย่างใด สาวน้อยโมเอะคนนี้คือ
"สัญลักษณ์ของปืนแบบหวานแหวว" ที่ดูน่ารักขึ้นโดยไม่ต้องทาสีชมพูนั่นเอง
คุณเจสันอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นสิ่งเดียวกับ phatic language หรือคำที่ "พูดอย่างนั้นแต่ไม่ได้หมายความอย่างนั้น"
เช่น เวลาเจอหน้ากันเราถามเพื่อนว่า "ไง! กินข้าวยัง" ความจริงไม่ได้อยากถามว่าเขากินข้าวแล้วหรือยัง
แค่เป็นคำทักทายเวลาเจอหน้ากันเท่านั้นเอง หรือเวลามีคนขอบคุณเราก็ตอบไปว่า "ยินดีให้บริการค่ะ"
ทั้งที่เราอาจจะไม่ได้ยินดีก็ได้แต่ต้องการตอบคำขอบคุณด้วยความถ่อมตนแก่ผู้ที่กล่าวขอบคุณเรานั่นเอง

บางทีหนุ่มๆ ในวัฒนธรรมโมเอะอาจจะชอบตัวการ์ตูนเด็กสาวตาโตสวมที่คาดผมหูแมว
ใส่ถุงมือแมว และติดหางแมวไว้ที่ก้นโดยไม่ได้มีรสนิยมชอบจับลูกหลานที่บ้านมาแต่งชุดแมว แต่อย่างใด
เขาไม่ได้ชอบแมวด้วยค่ะ แต่ชอบ "ความเป็นแมว" เช่น ชอบมาเคล้าแข้งเคล้าขาน่ารัก
บางทีก็เข้ามาอ้อนเราแต่บางครั้งก็แสนงอนทำเหมือนเป็นเจ้านายเราซะแทน นิสัยแบบแมวๆ
คือความชอบที่ถูกเปลี่ยนรูปแบบกลายเป็นสาวหูแมวนั่นเอง
โอ้...หวังว่าคงจะเข้าใจถูกต้องนะคะ วัฒนธรรมโมเอะช่างลึกล้ำจริงๆ

ครั้งหน้ามาต่อเรื่องการเปลี่ยนให้สิ่งไม่มีชีวิตดูโมเอะขึ้นในขั้นสูงสุดตามทฤษฎี moe anthropomorphism บ้างค่ะ


http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01sun03061252&sectionid=0120&day=2009-12-06
คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน โดย วินิทรา นวลละออง



ไม่ บ่อยนักที่เราจะได้เห็นการ์ตูนที่กล่าวถึงพระเอกนิสัยไม่ดีค่ะ อาจมีพระเอกแนวแอนตี้ฮีโร่ที่ฉลาดแกมโกงและชั่วร้าย
หรือพระเอกที่จำใจลุกขึ้นมาปฏิวัติเพราะความดีหรือความยุติธรรมไม่อาจตอบคำถามในใจเขาได้
แต่โดยส่วนใหญ่พระเอกมักมีจุดยืนร่วมกันที่ "ความฉลาด" เราคงหงุดหงิดน่าดูถ้าพระเอกโง้โง่แถมเลวอีกต่างหาก
แต่ปรากฏการณ์ที่น่าหงุดหงิดนี้กลายมาเป็นจุดขายสำคัญของ "ไคจิ กลโกงเกมมรณะ"
หรือ Gambling Apocalypse Kaiji ซึ่งหากจะมองแต่ผิวเผินแล้ว การ์ตูนเรื่องนี้เต็มไปด้วยคุณสมบัติของการ์ตูน
ที่ไม่น่าจะขายออก ได้แก่ วาดไม่สวย, ตัวเอกไม่หล่อ, เนื้อเรื่องอืดอาด, พระเอกเอาแต่ฝันหวานถึงความร่ำรวย
แต่กลับเล่นการพนัน, ยึดหลักทำเลววันละนิดจิตแจ่มใสด้วยการเจาะยางรถยนต์และขูดรถชาวบ้าน,
พอคิดอะไรไม่ออกก็ร้องไห้, ไคลแมกซ์ของเรื่องเป็นเกมเป่ายิงฉุบ เป็นต้น แต่ถ้ามองข้ามคุณสมบัติด้านลบเหล่านี้แล้ว
ค่อยๆ พลิกอ่านอย่างใจเย็นก็จะพบว่าการ์ตูนเรื่องนี้ดีกว่าที่คิด
สมกับที่ได้รับรางวัลโคดันฉะมังก้าอวอร์ดประเภทการ์ตูนทั่วไปในปี 1998 ซึ่งเป็นปีที่ 3 หลังจากซีรีส์นี้เปิดตัว

"ไคจิ" เป็นเด็กหนุ่มที่ตัดสินใจเดินทางเข้ามาหางานทำในโตเกียวหลังจากจบชั้นมัธยมปลาย
แต่ผลจากเศรษฐกิจตกต่ำประกอบกับเป็นคนที่มนุษยสัมพันธ์ไม่ดีนักทำให้ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา
เขาไม่สามารถหางานดีๆ ทำได้เลย นอกจากเป็นลูกจ้างชั่วคราวค่าแรงต่ำ ไคจิใฝ่ฝันถึงความร่ำรวย
แต่ตัวเองกลับดื่มเหล้าเล่นพนันให้หมดไปวันๆ ทุกครั้งที่เห็นรถยนต์หรูหราราคาแพงเป็นต้องอิจฉาตาร้อน
และเข้าไปเจาะยางไม่ ก็ขูดขีดรถจนเป็นรอยโดยอ้างว่าคนที่ขับรถแพงขนาดนี้ต้องเป็นคนไม่ดี
ที่หากำไรจากคนอื่นและหนีภาษีแน่ๆ เป็นพระเอกที่เปี่ยมด้วยคุณสมบัติของคนขี้แพ้อย่างครบถ้วนเลยค่ะ

ชีวิต ของไคจิเปลี่ยนไปเมื่อวันหนึ่งมียากูซ่ามาบอกข่าวร้ายว่าเพื่อนที่ไคจิเคย
เซ็นชื่อค้ำประกันเงินกู้เมื่อนานมาแล้วเกิดหายตัวไป ไคจิจึงต้องแบกรับภาระหนี้ที่เหลือ
ซึ่งอาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าจะผ่อน ชำระหมด แม้ดูแล้วเป็นการรีดเลือดกับปู
แต่ยากูซ่าก็มีอีกหลายวิธีที่จะทำเงินจากไคจิ ซึ่งก็ไม่ใช่วิธีดีๆแน่ค่ะ
เขาจึงเสนอทางเลือกให้ไคจิว่าหากไม่อยากใช้หนี้ไปอีกสิบปี มีวิธีที่ทำให้หนี้ทั้งหมดสูญไปในคืนเดียว
เพียงแค่ไคจิเข้าร่วมการพนันบน เรือ "เอสปัว" ซึ่งมีเหล่าลูกหนี้ที่สิ้นหวังไปรวมตัวกัน
คนที่ชนะเกมบนเรือจะได้รับเงินก้อนใหญ่ไปใช้หนี้และตั้งตัวอีกครั้ง ไคจิยึกยักได้ไม่นานก็ตัดสินใจตกลงในที่สุด

การพนันที่จัดขึ้นบนเรือ เอสปัวคือเกม "เป่ายิงฉุบ" ค่ะ! ความสนุกของเรื่องนี้อยู่ที่กติกาไม่ธรรมดา
บนเรือเอสปัวทุกคนสามารถกู้เงินมาใช้จ่ายบนเรือได้และจะได้รับไพ่ซึ่งมี สัญลักษณ์กรรไกร กระดาษ และฆ้อน 12 ใบ
กับดาว 3 ดวง คนที่เป่ายิงฉุบแพ้ต้องเสียดาวให้คนชนะ ต้องจับคู่เล่นให้ไพ่หมดมือ
ถ้าดาวยังเหลือ 3 ดวงก็จะรอดตายไม่โดนพาไปขายแรงงานต่างประเทศ
ดังนั้น เกมนี้จึงไม่ได้มีแค่การเป่ายิงฉุบเท่านั้นค่ะ มีการหักหลัก ทรยศ ช้อนซื้อ เร่ขาย
หรือแม้แต่ร่วมมือกันทำสัญญาลับๆ และหักหลังกันเองในวินาทีสุดท้าย
เรียกว่ารวมเอาคุณสมบัติของคนขี้โกงทุกประเภทมาไว้ในการ์ตูนเรื่องเดียวเลย

ถ้า การ์ตูนเรื่องนี้มีแต่เรื่องชวนหดหู่ แล้วเพราะเหตุใดจึงได้รางวัลโคดันฉะ นอกเหนือจากความสนุกแล้ว
ไคจิคือบทเรียนชั้นดีให้เรารู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของมิจฉาชีพค่ะ ไม่ได้เป็นการสอนให้มองคนในแง่ร้าย
แต่สอนให้เรารู้ว่าคนชั่วมีจริงในโลกและ เราไม่ควรประมาท แต่เนื่องจากการ์ตูนเรื่องนี้
ไม่มีใครที่เป็นตัวอย่างที่ดีให้เยาวชนได้เลย แม้แต่ไคจิซึ่งเป็นพระเอก
ดังนั้น จึงเหมาะกับคนที่อายุเกิน 18 ปีไปแล้วเท่านั้นค่ะ เด็กๆ อ่านแล้วจะงงเสียเปล่าๆ

ปัญหาอย่างเดียว ของ "ไคจิ" คือหาซื้อยากมาก ไคจิพิมพ์โดย TMCX
ซึ่งอาจจะหาบนแผงไม่ได้ครบทุกเล่ม ใครใช้อินเตอร์เน็ตเก่งอาจจะสั่งซื้อแบบออนไลน์แทนนะคะ
อ่านแล้วจะซึ้งว่าคนที่หาอะไรดีไม่ได้เลยอย่างไคจิก็ยังเหลือศักดิ์ศรีใน ฐานะมนุษย์อยู่บ้างเหมือนกัน


http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01sun03291152&sectionid=0120&day=2009-11-29
คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน โดย วินิทรา นวลละออง



เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนมีโอกาสคุยกับนักศึกษาสาวคนหนึ่งค่ะ
เธอมาปรึกษาด้วยปัญหากลุ้มใจตามแบบวัยรุ่นทั่วไปคือเรื่องการเรียน เรื่องเพื่อน และเรื่องเป้าหมายในชีวิต
เรียกว่าเป็นคนที่มุ่งมั่นและมองตรงไปยังอนาคตข้างหน้าตั้งแต่อายุยังน้อย เลยทีเดียว
ความที่เธอไม่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่ได้เรียนเก่งโดดเด่น
หรือมีเพื่อนรุมรักนับร้อยทำให้เธอรู้สึกว่าชีวิตตัวเองธรรมดาเหลือเกิน จะหาข้อดีอะไรมาให้ภูมิใจสักข้อก็ไม่ได้เลย

"แต่น้องก็เป็นคนหน้าตาสวยรูปร่างดีไม่ใช่เหรอคะ"

ตอนนั้นตอบเธอไปแบบนั้นค่ะเพราะเธอเป็นเด็กสาวสูงเกิน 170 เซนติเมตรผอมบางผิวสีน้ำผึ้งที่หน้าเข้ม
และแต่งหน้าขึ้นทีเดียว อาจจะไม่ได้เปล่งประกายแบบดาราแต่ก็จัดว่าสวยล่ะค่ะ
น่าแปลกที่เธอทำหน้างงอยู่สามตลบและไม่คิดว่า "ความสวย" เป็นข้อดีของตัวเองแต่อย่างใด
สาเหตุเพราะความสวยเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดและไม่ได้สร้างขึ้นจากความสามารถของตัวเองเสียหน่อย
วินาทีนั้นอยากจะส่งการ์ตูนเรื่อง "บ้านรักนักล่าฝัน" ให้ลองอ่านจังเลยค่ะ

"บ้านรักนักล่าฝัน" หรือ Maison de Beauties เป็นการ์ตูนผู้หญิงที่คลอดจากสำนักพิมพ์บุรพัฒน์ฯ
ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่านิยมพิมพ์การ์ตูนจีนบู๊แหลกและการ์ตูนผู้ชายชั้นดี
พอมีการ์ตูนผู้หญิงพิมพ์ออกมาเลยต้องชั่งใจอยู่สิบวินาทีว่าจะลองซื้อดีหรือเปล่า
แต่ชื่อนักเขียน "มิสุชิโระ เซโทนะ" ก็ทำให้คว้าไปจ่ายเงินทันทีค่ะเนื่องจากเธอเป็นนักเขียนการ์ตูนแนว psychology
หรือแนวจิตวิทยาที่มักคิดในมุมกลับจากความคิดของคนทั่วๆไปอยู่เสมอ

"อาริซากะ อุรัน" สาวน้อยที่เพิ่งจบชั้นมัธยมต้นตัดสินใจเด็ดเดี่ยวเดินทางเข้าโตเกียวเพื่อเป็นนางแบบให้ได้
ตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยได้รับคำชมจากใครเลยเนื่องจากไม่ใช่คนที่เรียนเก่ง หรือมั่นใจในตัวเองนัก
แถมยังเซ่อซ่าซุ่มซ่ามจนไม่มีหนุ่มๆ มาสนใจอีกต่างหาก วันหนึ่งที่โรงเรียน
อุรันได้ยินเพื่อนผู้ชายที่แอบชอบอยู่นินทาว่าเธอ "มีดีแค่หน้าตาเท่านั้นแหละ"
หากเป็นผู้หญิงทั่วไปได้ยินคำดูถูกแบบนี้คงได้ระเบิดลงกันบ้างแต่อุรันไม่คิดเช่นนั้น
ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปหลังได้ยินคำสบประมาทนี้เพราะนี่คือ "คำชม" คำแรกที่เธอเคยได้รับตั้งแต่เกิดมา
สำหรับคนที่ไม่ได้มีอะไรดีเลยอย่างเธอก็ยังมีข้อดีอยู่ตั้งหนึ่งอย่างคือ "ความสวย" นี่นะ
หลังจากนั้นความสวยจึงกลายมาเป็นความมั่นใจเพียงหนึ่งเดียวและเป็นแรงผลักดันให้อุรันตัดสินใจใช้หน้าตา
เป็นเครื่องมือทำมาหากินซะเลย เธอจึงลาออกจากโรงเรียนและมุ่งมั่นเข้าโตเกียวเพื่อจะเป็นซุปเปอร์โมเดลให้ได้

แต่ก็ตามประสาคนที่หัวไม่ค่อยดี อุรันไปออดิชั่นแทบจะไม่ผ่านเลยซักงาน
เธอกำลังจะจนกรอบและอดตายอยู่ในโตเกียวแต่โชคดีที่ได้ยินข่าวเรื่อง "อพาร์ตเมนต์ที่รับแต่คนสวย"
ซึ่งค่าเช่าถูกสุดชีวิต ทางเดียวที่เธอจะอยู่รอดคือหาทางเข้าพักในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ให้ได้และเธอก็ทำสำเร็จค่ะ
อุรันพบเพื่อนร่วมอพาร์ตเมนต์หน้าตาดีอีกสองสามคนที่นอกจากหน้าตาแล้ว
ยังมีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานที่ตัวเองรักเช่นเดียวกับเธอด้วย

อุรันไม่ใช่นางเอกที่ยิ่งใหญ่และการ์ตูนเรื่องนี้ก็ไม่ใช่การ์ตูนผู้หญิงที่จะทำให้คนอ่านล่องลอย
ไปในโลกของความฝันอย่างเป็นสุขเหมือนการ์ตูนผู้หญิงขายดีเรื่องอื่นๆ
แต่ถ้าลองอ่านในเวลาที่คิดว่าตัวเองไม่มีอะไรดีเลยซักอย่าง รับรองว่าความคิดจะเปลี่ยนไปเลยค่ะ
หลายเหตุการณ์ในเรื่องสอนให้เรามองเห็นข้อดีเล็กๆ ในข้อเสียที่ยิ่งใหญ่
และใช้ชีวิตอย่างภาคภูมิใจกับข้อดีเพียงเล็กน้อยที่มีอยู่อย่างมีความสุข

อุรันคงอยากบอกเราว่า

"เกิดมามีดีแค่หน้าตาแล้วมันผิดตรงไหน ความมุ่งมั่นต่างหากที่เป็นตัววัดว่าใครมีสิทธิจะประสบความสำเร็จ"

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01sun03221152&sectionid=0120&day=2009-11-22
คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน โดย วินิทรา นวลละออง

เคย รับประทานอาหารญี่ปุ่นไหมคะ? เชื่อว่าหลายท่านคงเคยรับประทาน
อย่างน้อยก็สักครั้งในชีวิต ถ้าอย่างนั้นตอนรับประทานเคยทราบไหมคะ
ว่าแท้จริงแล้วปลาดิบจานละเป็นพันบาท หรือน้ำซุปถ้วยละห้าสิบบาท
เขามีขั้นตอนการทำอย่างไรจึงได้แพงขนาดนี้ ลองอ่าน Oishinbo (โออิชินโบะ)
ดูสักครั้งแล้วอาจจะทำให้หัวข้อสนทนากลางโต๊ะอาหารญี่ปุ่นของเรามีมากกว่า
"อร่อยหรือไม่" กับ "คุ้มหรือเปล่า" ค่ะ

"โออิชินโบะ" คือการ์ตูนเกี่ยวกับอาหารที่เขียนต่อเนื่องยาวนานที่สุดเรื่องหนึ่งในญี่ปุ่น
แนวคิดจากเรื่องนี้ไปปรากฏอยู่ในการ์ตูนเรื่องอื่นๆ อีกหลายเรื่อง
เช่น ศิลปะการใช้มีดสำหรับแล่ปลาดิบ, คุณสมบัติของพ่อครัวที่ดีกับบุหรี่
, พื้นฐานการทำน้ำซุปดาชิ, หรือกระทั่งกว่าจะมาเป็นตะเกียบดีๆ สักคู่หนึ่งต้องใช้เวลา
และความพยายามมากขนาดไหน เรียกว่าเป็นการ์ตูนที่ทำให้เรา
เห็นคุณค่าของวัตถุดิบที่นำมาใช้ปรุงอาหาร และคนทำอาหารเลยล่ะค่ะ

พระเอกของเรื่องคือ "ยามาโอกะ ชิโร่" หนึ่งในทีมบรรณาธิการหนังสือพิมพ์โคไซนิวส์
เขาได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าโครงการ "สุดยอดเมนู" ซึ่งทางสำนักพิมพ์ต้องการคัดเลือกร้านอาหารที่ดีที่สุด
มานำเสนอผู้อ่าน กิจกรรมของชิโร่คือตระเวนไปตามร้านอาหารต่างๆ เพื่อค้นหาสุดยอดรสชาติแต่หลายครั้ง
ที่เขาเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือพ่อครัวหรือ เจ้าของร้านอาหารหลายแห่งที่ประสบปัญหา
แม้ภายนอกชิโร่ไม่แสดงอารมณ์มากนักแต่ที่จริงเขามีฝีมือในการทำอาหารอย่างหา ตัวจับยากเลยค่ะ
แท้จริงแล้วเขาคือลูกชายของ "ไคบาระ ยูซัน" ซึ่งนอกจากเป็นศิลปินเครื่องปั้นดินเผาผู้มีชื่อเสียงและร่ำรวยแล้ว
เขายังเป็นคนที่ละเอียดอ่อนเรื่องอาหารจนแทบจะเรียกจู้จี้เกินพิกัดก็ว่าได้ ชิโร่กับคุณพ่อเจอหน้ากันทีไร
เป็นต้องฮึ่มแฮ่ใส่กันทุกครั้งสร้างสีสันให้การ์ตูนค่ะ ที่ว่าสร้างสีสันเพราะทุกครั้งที่ทะเลาะกัน
เราจะเห็นความผูกพันเล็กๆ ของสองพ่อลูกตอนท้ายเรื่องเสมอ บางครั้งชิโร่ก็พ่ายแพ้ให้กับความเก่งของพ่อ
แต่เขาก็ไม่ท้อและพยายามพัฒนา ตัวเองเพื่อเอาชนะพ่อให้ได้ คือไม่ได้เกลียดแต่อยากเอาชนะน่ะค่ะ
ส่วนไคบาระเองก็เผลอชื่นชมอาหารที่ชิโร่ทำโดยไม่รู้มาก่อน พอรู้เข้าเป็นต้องขว้างข้าวของอย่างหงุดหงิด
แต่ก็แอบมายิ้มกับตัวเองตอนหลัง ด้วยความดีใจที่ลูกชายเราเก่งขึ้นอีกแล้ว

วัฒนธรรมการแสดงความรักแบบ อ้อมๆ อย่างนี้พบได้บ่อยในครอบครัวแบบเอเชีย
และทำให้คาแร็กเตอร์ของการ์ตูนน่าสนใจ มากพอๆ กับอาหารในเรื่อง
แต่ฝรั่งอ่านโออิชินโบะอาจจะไม่ได้สนใจความสัมพันธ์ของสองพ่อลูกเลยก็ได้
เพราะไม่เข้าใจว่าทะเลาะกันทำไมน่ะค่ะ

ที่กล่าวถึงฝรั่งเพราะ "โออิชินโบะ" ไม่มีแปลเป็นภาษาไทยนะคะ
มีแต่ภาษาอังกฤษจะคัดเลือกเอาตอนที่มีธีมเดียวกันมาบรรจุไว้ในเล่มไม่เรียง
ตามลำดับตามตอนในญี่ปุ่น เล่มแรกว่าด้วยพื้นฐานอาหารญี่ปุ่น, เล่มสองสุราญี่ปุ่น, เล่มสามราเม็งและเกี๊ยวซ่า,
เล่มสี่อาหารผัก, เล่มห้าซุชิกับซาชิมิ, และเล่มหกเกี่ยวกับข้าวค่ะ เล่มที่เจ็ดเกี่ยวกับอาหารในร้านนั่งดื่มแบบญี่ปุ่น
กำลังจะวางแผงต้นปีหน้า ส่วนเล่มภาษาญี่ปุ่นซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1983 จนถึงปัจจุบัน (เกือบ 30 ปีแล้ว) ล่าสุดคือเล่ม 102 เข้าไปแล้วค่ะ

การคัดเฉพาะบางตอนที่เน้น ความรู้เรื่องอาหารญี่ปุ่นในฉบับภาษาอังกฤษทำให้โออิชินโบะเกือบจะเป็น
"การ์ตูนความรู้" กลายๆ แต่ข้อดีคือการ์ตูนเบสส์เซลเลอร์เรื่องนี้ต่อให้มีแต่บทบรรยายความรู้ยาวยืด
ความสนุกก็ไม่ถูกลดทอนไปแม้แต่น้อย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ท่านใดอยากให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษจากการ์ตูน
พร้อมๆกับได้ความรู้เรื่องอาหารญี่ปุ่นไปด้วย โออิชินโบะคือทางเลือกที่ดีมากๆ เลยค่ะ
ไม่จำเป็นต้องเป็นนักอ่านการ์ตูนถึงจะอ่านเข้าใจนะคะเพราะโออิชินโบะ
ใช้เทคนิคการวาดที่เรียบง่ายแบบโดราเอมอนคือขวามาซ้าย บนลงล่างไม่มีอะไรซับซ้อนเหมาะกับนักอ่านทั่วไปค่ะ

จะติดอยู่นิดเดียวตรงนี้ ต้องหาซื้อในร้านหนังสือที่มีหนังสือต่างประเทศ
และราคาแพงกว่าการ์ตูนไทยเกือบสิบเท่าได้ แต่ระหว่างการ์ตูนที่อ่านเอาสนุกอย่างเดียวสิบเล่ม
กับการ์ตูนที่ทั้งสนุกมีสาระ ได้ฝึกภาษา และสร้างแรงบันดาลใจเล่มเดียว ทางเลือกหลังน่าจะดีกว่าค่ะ



http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01sun03151152&sectionid=0120&day=2009-11-15

วันนี้มาดูเรื่องเครียดกันซักหน่อย เมื่ออาจารย์ Wakaki Tamiki ผู้วาด “Kami nomizo Shiru Sekai ”
หรือในชื่อไทย “เซียนเกมรักขอเป็นเทพนักจีบ” ที่เพิ่งจะตีพิมพ์แบบมีลิขสิทธ์ในไทยไปหมาดๆ
ได้ออกมาเปิดใจเกี่ยวกับความเสื่อมถอยในวงการหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น

อาจารย์ Wakaki Tamiki นั้นเป็นนักวาดให้กับ Shonen Sunday หนังสือการ์ตูนรายสัปดาห์สุดดังของญี่ปุ่น
(เทียบกับไทย Sunday ก็คงเป็น NEOZ ส่วน Weekly JUMP ก็เป็น BOOM กับ C.Kids ล่ะนะ)
ซึ่งหลังจากที่ได้ทำงานมาร่วมสิบกว่าปีก็ได้ออกมาบ่นๆ กับวงการนักวาดสมัยนี้ที่ค่อนข้างจะถดถอยลงเรื่อยๆ ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า

“ผมล่ะหน่ายกับหนังสือการ์ตูนสมัยนี้จริงๆ ทั้งน่าเบื่อและแย่ลงเรื่อยๆ
พวกนักวาดหน้าใหม่ไฟแรงก็พยายามกันเหลือเกิน แต่ก็ไม่เห็นคนไหนที่สามารถวาดได้นาน โดยไม่ถูกตัดจบได้สักราย”

“ส่วนพวกนักวาดเก่ามากประสบการณ์ ก็ยังคงอยู่ทำงานกันอยู่เรื่อยๆ
จึงทำให้ไม่ค่อยจะมีพวกหน้าใหม่อยากเข้ามากันเท่าไหร่นัก ซึ่งวงจรอุบาทว์นี้ก็ยังวนเวียนอยู่เรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น
ไม่เหมือนกับสมัยก่อนที่ยังพอมีนักวาดดีๆ ให้เลือกสรรค์กันอยู่มากมาย แต่พอมาสมัยนี้ช่างมีน้อยเหลือเกิน
แถมยังต้องคอยเอาใจใส่กันอย่างระมัดระวังอีกต่างหาก”

“มันยากมากเลยนะ สำหรับนักวาดการ์ตูนสมัยนี้ที่จะอยู่รอดในวงการได้ถ้าไม่สามารถวาดการ์ตูน
ที่เป็นเรื่องลามก แนวตลก และหนุ่มหล่อสาวสวยได้ “

ซึ่งที่พูดมาก็ค่อนข้างจะเป็นจริงพอสมควร อย่างที่เราเห็นกันว่าช่วงปีที่ผ่านมานี้
มีการ์ตูนที่โดนตัดจบไปหลายเรื่อง เลยทีเดียว ทั้งนี้ก็อาจจะเพราะความนิยมของผู้อ่าน
และการที่เห็นว่าเรื่องเก่าๆ ที่ยังตีพิมพ์อยู่มาหลายสิบปีีนั้นสนุกกว่าอยู่เยอะ
การที่จะทำให้สนุกเทียบเท่าเรื่องเหล่านั้นได้ก็อาจจะทำได้ไม่นาน แต่แล้วก็มอดดับไปในที่สุด…

ส่วนเรื่องมาตรฐานการวาดการ์ตูนเดี๋ยวก็นี้เหมือนกันที่จะมีแค่ความซ้ำซาก
ถ้าไม่ใช้มุขการประลอง มุขลามกเซอร์วิส ก็มุขฮาเร็ม ซึ่งส่วนมากแล้วก็จะวนเวียนกันอยู่แค่นี้
ส่วนพวกที่มีความคิดที่แหวกแนวออกไปก็จะเป็นที่นิยม แต่ถ้ามุขตันคิดอะไรไม่ออกแล้วก็อาจจะกลับมาใช้มุขข้างบนได้อีกเช่นกัน

นอกจากนี้อาจารย์ Ditama Bow ปรมจารย์นักวาดการ์ตูนแนวโมเอะแกมลามกอย่าง Mahoromatic
และอีกหลายๆ เรื่อง(ที่ออกจะเป็นแนวหื่นทั้งนั้น…) ได้ออกมาโต้แย้งว่า

“แน่นอนว่า ถ้าวาดสาวสวยน่ารักไม่ได้ก็จะมีปัญหา แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ทำให้อดตายสักหน่อย
ถึงจะไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นนักวาด แต่ก็สามารถทำงานอยู่ในวงการนี้ต่อไปได้
เช่นการไปเป็นลูกมือให้กับนักวาดที่เก๋าประสบการณ์ก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ สะสมประสบการณ์เอาเืรื่อยๆ 
แล้วค่อยออกมาแจ้งเกิดเอาก็ได้ (เหมือนอาจารย์ โอดะ ที่วาด One Piece ที่เคยเป็นลูกมือ
ของอาจารย์วาสึกิผู้วาดเคนชินมาก่อน และต่อมาก็ดังตู้มต้ามแบบหยุดไม่อยู่เลยทีเดียว “

ซึงเรื่องนี้ก็ทำให้มีสงสัยกันว่าเมื่อไหร่ทั้วงการAnime และ Manga
จะหลุดพ้นจากความซ้ำซากจำเจแบบนี้ และหนทางต่อไปจะเป็นเช่นใด
จะมีเรื่องที่เขย่าวงการได้แบบ Evangelion หรือ Ghost in the Shell ออกมาได้อีกไหม ก็คงต้องรอดูกันต่อไป


source: sankakucomplex via getnews
http://akibatan.com/2009/11/japanese-manga-decline/

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน โดย วินิทรา นวลละออง



หลัง จากหยิบหนังสือการ์ตูน "ถนนสายนี้หัวใจไม่เคยลืม" หรือ Sunset on Third Street
มาพลิกไปพลิกมาด้วยความสงสัยว่าเพราะเหตุใดจึงราคาแพงกว่าการ์ตูนทั่วไปตั้งเท่าตัว
ไม่มีอะไรจะบอกคุณค่าของการ์ตูนเรื่องนี้ได้จนกว่าจะลงมืออ่านค่ะ
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งเล่มน้ำตาก็ซึมแล้วต้องตะโกนออกมาดังๆ ว่า
"การ์ตูนดีขนาดนี้ไปซ่อนอยู่ที่ไหนในโลกตั้งนานเนี่ย!"

Sunsetฯ มีชื่อญี่ปุ่นว่า Sanchoume no Yuuhi หรือเมืองยูฮีหมู่สาม
ว่าด้วยผู้คนในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชีวิตของคนญี่ปุ่นในช่วงนั้นหากจะนิยามสั้นๆ
คือเป็นช่วง "ก่อร่างสร้างตัว" ความที่ไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติเหลือเฟือนัก
ดังนั้น ผู้คนยุคนั้นจึงต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยปัจจัยสี่ที่จำกัด ไม่มีสาวออฟฟิศหรือเด็กวัยรุ่นถือกระเป๋าแบรนด์เนม
สะพายมือถือรุ่นล่าสุด มีแต่ผู้คนที่ทำงานโรงงานเพื่อผลิตสินค้าเทคโนโลยีชั้นสูง
ไม่ก็ผู้ใช้แรงงานที่มีลูกหลายคนแต่ยากจนเกินกว่าจะเลี้ยงดูไหว การ์ตูนที่สร้างขึ้นบนสิ่งแวดล้อมที่จำกัดแบบนี้
จึงเปี่ยมไปด้วยเนื้อหาที่ เกี่ยวข้องกับความรู้สึกจนแทบไม่น่าเชื่อว่าการ์ตูนตอนสั้นๆไม่กี่หน้า
สามารถขมวดปมและจบลงอย่างซาบซึ้ง มากกว่าการ์ตูนในปัจจุบันหลายเรื่องที่บางครั้งอ่านจนจบเล่มแล้วยังหาประเด็นไม่เจอ

ตัวอย่างตอนหนึ่งที่น่าสนใจคือ "สายลมในเดือนพฤษภาคม" เล่าเรื่องของ "มิจิโกะ"
เด็กสาววัยประถมที่เกลียดวันแม่ คุณแม่ของมิจิโกะเสียชีวิตไปแล้วเธอจึงรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยก
จากเพื่อนคนอื่นตลอดเวลา โดยเฉพาะในวันแม่ที่เพื่อนทุกคนตื่นเต้นกับการเย็บผ้ากันเปื้อน
ในวิชาการฝีมือเป็นของขวัญให้คุณแม่ของตัวเอง อยู่มาวันหนึ่งคุณน้าของมิจิโกะซึ่งหน้าเหมือนคุณแม่
มาเยี่ยมที่บ้าน มิจิโกะตื่นเต้นมากค่ะ แค่พาคุณน้าไปอวดเพื่อนๆ และใช้เวลาอยู่ด้วยกันทั้งวันในวันแม่ไม่พอเสียแล้ว
มิจิโกะรักคุณน้ามากถึงขนาดซื้อผ้ากันเปื้อนให้เป็นของขวัญและขึ้นรถไฟเพื่อ นำไปมอบให้ด้วยตัวเอง
แต่เมื่อเห็นคุณน้าอยู่กับลูก มิจิโกะจึงเข้าใจว่าอย่างไรเสีย "ก็เป็นแม่ของคนอื่น" ไม่ใช่แม่เราอยู่ดี

ความ สุดยอดของผู้วาดอยู่หลังจากนี้ล่ะค่ะ เพียงแค่สองหน้าตอนท้ายทำให้เราเห็นวุฒิภาวะของมิจิโกะอย่างชัดเจน
เธอทิ้งของขวัญลงกล่องจดหมายหน้าบ้านคุณน้าและจากมาด้วยน้ำตา (มีฉากสะดุดหินตอนวิ่งร้องไห้ซึ่งเป็นฉากแสดง
ความเสียใจอย่างสุดซึ้งแบบคลาสสิคด้วย) หลังจากนั้นมิจิโกะยืนอยู่บนเนินจ้องมองตะวันตกดินเหนือเมืองยูฮี
และสัมผัส สายลมเย็นสบายจนเธอยิ้มออกได้ อ.ไซกัน เรียวเฮย์ ผู้วาดเขียนด้วยลายเส้น "บ้านๆ"
ไม่มีเทคนิคหวือหวาอะไรเลยค่ะ ภาพเหมือนเด็ก ป.สี่วาดด้วยซ้ำ แต่คนอ่านเหมือนโดนหมัดฮุคเข้ากลางหัวใจ
เพราะมันช่างเหมาะเจาะได้จังหวะ จริงๆ สุดท้ายเธอก็กลับบ้านมาเตรียมอาหารให้คุณพ่อ
อาหารชนิดนั้นคือกะหล่ำปลียัดไส้ที่คุณน้าสอนนั่นเอง อูย...โดนค่ะโดน เรียบง่ายแต่โดนใจมาก!

Sanchoume no Yuuhi ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์แล้วสองภาคชื่อ Always: Sunset on Third Street
และได้รับทั้งเงินและกล่องอย่างล้นหลามนะคะ สิ่งที่เป็นจุดร่วมระหว่างเวอร์ชั่นการ์ตูนกับภาพยนตร์ไม่ใช่เนื้อเรื่อง
แต่เป็น "ความซาบซึ้งใจ" ใครชอบดูหนังอาจจะเฉยๆ ตอนอ่านการ์ตูน ส่วนคนชอบอ่านการ์ตูนพอดูหนังแล้วอาจจะไม่ซึ้ง
มากนัก แต่ถ้าดูเวอร์ชั่นที่ตัวเองถนัดรับรองต่อมน้ำตาแตกเลยค่ะ จุดร่วมอีกจุดหนึ่งของทั้งสองเวอร์ชั่นคือ
"อายุเท่าไหร่ก็ซึ้ง" เพราะเนื้อเรื่องกล่าวถึงวิกฤตของคนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็กจนแก่
ดังนั้น ในบรรดาเรื่องสั้นที่ร้อยเรียงเป็นภาพชีวิตเหล่านี้ต้องมีสักเรื่องที่มาโดนใจจนน้ำตาหยดบ้างค่ะ

Sunset on Third Street จึงสมกับชื่อที่ไม่ได้หมายถึงแค่ตะวันตกดินที่งดงามในเมืองยูฮี
แต่หมายถึงการชักชวนให้นักอ่านเข้าถึงความรู้สึกของบรรพบุรุษที่ต่อสู้ในยุคหลังสงครามโลก
ด้วยความยากลำบากทั้งกายและใจ เด็กญี่ปุ่นที่เกิดในยุคแห่งความสะดวกสบายอาจพาประเทศล่มจมได้
ถ้าไม่เคยรู้เลยว่าปู่ย่าตายายสร้างชาติมาแบบไหน

การสวมแว่นของคุณปู่วัยชรา (วัยตะวันจะลับฟ้า) แล้วมองอดีตผ่านการ์ตูนเรื่องนี้
จึงไม่ได้ให้แค่ความซาบซึ้งค่ะ ความรู้สึกนับถือในความพยายามของบรรพบุรุษ
คืออีกสิ่งที่การ์ตูนมอบให้เยาวชนในรุ่นหลังของญี่ปุ่นด้วย



http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01sun04081152&sectionid=0120&day=2009-11-08
คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน
โดย วินิทรา นวลละออง




ระหว่าง จัดข้าวของเตรียมกลับเมืองไทยหลังเรียนจบก็หาโอกาสแวะไปร้านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นมือสอง
ที่ Piccadilly Circus ในลอนดอนเสียหน่อยค่ะ ท่ามกลางวันที่อากาศร้อนจัดและร้านการ์ตูนเหมือนเตาอบ
การ์ตูนปกสีดำยับยู่ยี่และกระดาษเหลืองเก่าโทรมเล่มหนึ่งวางเด่นเป็นสง่า อยู่ที่มุมหนังสือแนะนำของร้าน
สายตาสะดุดที่ราคา 2.80 ปอนด์ (ประมาณ 150 บาท) ซึ่งถือว่าผิดวิสัยร้านหนังสือราคาถูกแห่งนี้
และนับเป็นราคาที่โหดร้ายมาก สำหรับการ์ตูนเศษ (หมายถึงการ์ตูนที่อยู่เล่มเดียวไม่ครบชุด)
เรื่องนั้นคือ "Master Keaton" ผลงานของ "อุราซาว่า นาโอกิ" ซึ่งตีพิมพ์เป็นหนังสือการ์ตูนรวม 18 เล่ม (1988-98)
และทำเป็นแอนิเมชั่น (ภาพยนตร์การ์ตูน) 39 ตอน (1998-99)
เนื่องจากหาอ่านฉบับหนังสือการ์ตูนไม่ได้เสียทีจึงขอเล่าตามที่ดูฉบับแอนิเม ชั่นเป็นหลักนะคะ

"มาสเตอร์คีตัน" คือการผจญภัยของ "ไทจิ ฮิรางะ คีตัน" ชายหนุ่มลูกครึ่งอังกฤษ-ญี่ปุ่น
ซึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศอังกฤษ เขาจบการศึกษาด้านโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด
และแต่งงานกับภรรยาชาว อังกฤษ แต่หลังจากที่ "ยูริโกะ" ลูกสาวคนเดียวอายุได้ห้าขวบ
เขากับภรรยาก็หย่าขาดจากกัน หลังจากนั้นไทจิจึงตัดสินใจเข้าร่วม SAS หรือหน่วยรบพิเศษของกองทัพอังกฤษ
ทำให้เขามีความเชี่ยวชาญในการต่อสู้และใช้ อาวุธ แต่โชคชะตาก็พาให้จับพลัดจับผลู
มาเป็นผู้ตรวจสอบของบริษัทประกันและเป็น อาจารย์พิเศษสอนวิชาโบราณคดีด้วย เป็นคุณสมบัติที่จับฉ่ายมาก

ความสนุกของ "มาสเตอร์คีตัน" คือการนำเสนอความสามารถที่หลากหลายของไทจินี่ล่ะค่ะ
ในแต่ละคดีที่ไทจิไปตรวจสอบมักจะมีเรื่องเล่าโบราณคดีหรือประวัติศาสตร์ ยุโรปให้เราได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ
กับลุ้นฉากบู๊ แม้การดำเนินเรื่องส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปแต่การ์ตูนก็ยังคงความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างเหนียวแน่นได้
เพราะคาแร็กเตอร์ของไทจิที่มักจะสวม "สูท" อยู่เสมอ ชุดสูทของไทจิเป็นเครื่องแต่งกายที่บางครั้งก็ดูขัดแย้ง
กับสถานการณ์อย่าง ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเขาสวมสูทใส่รองเท้าหนังในคดีที่เกิดในเมืองร้อนอบอ้าว
หรือ ชนบทที่ต้องเดินด้วยเท้าหลายไมล์ สูทของไทจิได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ "คนญี่ปุ่น"
ซึ่งสื่อถึงความหลักแหลม เป็นมิตร และเป็นนักธุรกิจในเวลาเดียวกัน ด้วยคุณสมบัติ
เหมือนเจมส์ บอนด์ไดฮาร์ดผสมอินเดียน่า โจนส์ที่ห้อยพระดี (เนื่องจากหนังเหนียวตายยากมาก)
ทำให้มาสเตอร์คีตันเป็นงานที่เนื้อหาเบาและรับตลาดผู้อ่านหลายวัยมากกว่างานอื่นของ อ.อุราซาว่า
ที่ค่อนข้างหนักและจับตลาดเฉพาะผู้อ่านวัยผู้ใหญ่ แต่ถึงเบาก็ยังหนักกว่าการ์ตูนทั่วไปเยอะนะคะ

สาเหตุที่ผลงานชิ้นนี้ แตกต่างจากงานของ อ.อุราซาว่าชิ้นอื่นๆ มาก
เนื่องจากมาสเตอร์คีตันประพันธ์โดย "คัทสุชิกะ โฮคุเซย์" ส่วน อ.อุราซาว่าเป็นเพียงผู้วาดนั่นเอง
แต่หลังจากที่คุณคัทสุชิกะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 2004 อ.อุราซาว่าได้ให้สัมภาษณ์ลงนิตยสารชูกังบุนชุน
เมื่อปี 2005 ว่าตนเองกับคุณคัทสุชิกะมีปัญหาส่วนตัวจึงแยกวงกันนานแล้ว
ความที่ อ.อุราซาว่าต้องประพันธ์เนื้อเรื่องเองบางตอนจึงต้องการให้ชื่อของตน
ที่ปรากฏบนปกการ์ตูนใหญ่กว่าชื่อของคุณคัทสุชิกะ ซึ่งถือว่าผิดวิสัยการ์ตูนญี่ปุ่นที่มักให้ชื่อผู้ประพันธ์
ใหญ่กว่าชื่อผู้วาด เหตุการณ์นี้ทำให้เพื่อนของคุณคัทสุชิกะซึ่งเป็นใหญ่เป็นโตในสำนักพิมพ์โชกักกุคัง
ผู้ตีพิมพ์มาสเตอร์คีตันออกมาวิพากษ์วิจารณ์ อ.อุราซาว่าอย่างรุนแรงผลจากความขัดแย้งทำให้โชกักกุคัง
ตัดสินใจหยุดการพิมพ์มาสเตอร์คีตันเพิ่มเติมตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา แม้ว่ายังมีโอกาสทำเงินได้อีกมากก็ตาม

และ นี่คือสาเหตุที่ทำให้ "มาสเตอร์คีตัน" ฉบับหนังสือการ์ตูนกลายเป็นของสะสมราคาแพงในปัจจุบันนี้
เข้าตำราของเก่าที่ทรงคุณค่าเพราะเนื้อเรื่องดี ไม่มีพิมพ์เพิ่ม คนเขียนตายแล้ว
คนวาดก็กลายเป็นมือเทพมือทองโกยรางวัลมากมาย แถมมีประวัติดำมืดให้เล่าต่อกันสนุกปากอีกด้วย

แต่ที่น่าเสียดายคงเป็นคุณค่าที่แท้จริงของ "มาสเตอร์คีตัน"
ที่ไม่สามารถตีพิมพ์เผยแพร่ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมอีกแล้วค่ะ


http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01sun03041052&sectionid=0120&day=2009-10-04
นสพ.นิคคัง สปอร์ต ได้สรุปบทสัมภาษณ์บางส่วนของ นายยูกิโอะ ฮาโตยาม่า
นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดของประเทศญี่ปุ่น จากหนังสือ Otak Elite ฉบับปี 2005
ซึ่งหัวหน้าพรรค DPJ (Democratic Party of Japan)คนปัจจุบัน ในขณะนั้น
ยังดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรค และซึ่งหัวข้อหลักๆในการสัมภาษณ์ครั้งนั้น
เขาได้พูดถึงการ์ตูน อนิเม ญี่ปุ่น เป็นหลัก

โดยนายฮาโตยาม่ารู้ดีว่า เขาเคยศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์ด้วยการอ่านการ์ตูนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ
สามก๊ก และเรื่องอื่นๆ เขายังเสริมว่าครั้งหนึ่งเขาเคยอยากเป็นเล่าปี่ด้วย
และในนิตยสารที่ลงการ์ตูนสามก๊กนั้น เขายังได้สัมผัสกับการ์ตูนเรื่องอื่นๆอย่าง Robot Santohei
ซึ่งเป็นเรื่องราวของกองทหารในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กลายมาเป็นหุ่นยนต์

ในระหว่างที่เขาศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย เขาได้อ่านการ์ตูนจากโชเน็นแมกกาซีน
และ โชเน็นซันเดย์ รวมถึงนิตยสารเจ้าอื่นๆอย่าง Garo อีกทั้ง เขายังอ่านเรื่อง I's ของอ.มาซาคาสุ คัตซึระ
ที่ลงประจำทุกสัปดาห์ในโชเน็นจัมป์ช่วงต้นปี 90 นอกจากนี้ เขายังชื่นชอบอนิเมของฮายาโอะ มิยาซากิ
อย่าง Princess Mononoke กับ Spirited Away ด้วย

จากการที่เขาชื่นชอบ ในการ์ตูนและอนิเมญี่ปุ่น เขาได้ให้ความเห็นว่า
ในปี 2005 ญี่ปุ่นได้พัฒนาตนเองจนกลายเป็นผู้นำด้านอนิเมชั่นของโลกเต็มภาคภูมิ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับประเทศนี้

โดย นายฮาโตยาม่าได้นำพรรค DPJ ชนะการเลือกตั้งทั่วญี่ปุ่น เมื่อเดือนที่ผ่านมา
นับเป็นการยุติบทบาทการบริหารประเทศของพรรค LDP ที่ผูกขาดมายาวนานกว่า 50 ปี
ซึ่งรัฐบาลของนายฮาโตยาม่าประกาศว่า จะไม่สานงานของอดีตนายกรัฐมนตรี นายทาโร่ อาโซ
ที่เคยทำไว้เมื่อรัฐบาลชุดที่แล้ว อีกทั้งนายเท็ตสึโอะ คาวาบาตะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษา
วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ออกมายืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้ได้ยกเลิกโปรเจ็คศูนย์ศิลปะแห่งชาติของรัฐบาลชุดที่แล้วอีกด้วย

นอกจากนี้ จากแหล่งข่าวยังลงลิสต์ การ์ตูน อนิเม ที่นายกฯ ฮาโตยาม่า ชื่นชอบอีกด้วย

10 อันดับ การ์ตูนยอดเยี่ยมของ ยูกิโอะ ฮาโตยาม่า
Robot Santohei โดย Koremitsu Maetani
Niji-iro no Trotsky โดย Yoshikazu Yasuhiko
Golgo 13 โดย Takao Saito
Sangokushi โดย Mitsuteru Yokoyama
Kaji Ryuusuke no Gi โดย Kenshi Hirokane
Omoshiro Manga Bunko Series
GeGeGe no Kitaro โดย Shigeru Mizuki
Doraemon โดย Fujiko F. Fujio
Mighty Atom โดย Osamu Tezuka
Sazae-san โดย Machiko Hasegawa

5 อันดับ อนิเมยอดเยี่ยมของ ยูกิโอะ ฮาโตยาม่า
Spirited Away โดย Hayao Miyazaki
Princess Mononoke โดย Hayao Miyazaki
Doraemon โดย Fujiko F. Fujio
Mighty Atom โดย Osamu Tezuka
Sazae-san โดย Machiko Hasegawa


แหล่งข่าว: Otak Elite 2005,animenewsnetwork.com
http://www.kartoon-discovery.com/new/newsweek39_2009.html


    follow me on Twitter