2009/Nov/08

คอลัมน์ มหัศจรรย์การ์ตูน โดย วินิทรา นวลละออง



หลัง จากหยิบหนังสือการ์ตูน "ถนนสายนี้หัวใจไม่เคยลืม" หรือ Sunset on Third Street
มาพลิกไปพลิกมาด้วยความสงสัยว่าเพราะเหตุใดจึงราคาแพงกว่าการ์ตูนทั่วไปตั้งเท่าตัว
ไม่มีอะไรจะบอกคุณค่าของการ์ตูนเรื่องนี้ได้จนกว่าจะลงมืออ่านค่ะ
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งเล่มน้ำตาก็ซึมแล้วต้องตะโกนออกมาดังๆ ว่า
"การ์ตูนดีขนาดนี้ไปซ่อนอยู่ที่ไหนในโลกตั้งนานเนี่ย!"

Sunsetฯ มีชื่อญี่ปุ่นว่า Sanchoume no Yuuhi หรือเมืองยูฮีหมู่สาม
ว่าด้วยผู้คนในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชีวิตของคนญี่ปุ่นในช่วงนั้นหากจะนิยามสั้นๆ
คือเป็นช่วง "ก่อร่างสร้างตัว" ความที่ไม่ใช่ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติเหลือเฟือนัก
ดังนั้น ผู้คนยุคนั้นจึงต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยปัจจัยสี่ที่จำกัด ไม่มีสาวออฟฟิศหรือเด็กวัยรุ่นถือกระเป๋าแบรนด์เนม
สะพายมือถือรุ่นล่าสุด มีแต่ผู้คนที่ทำงานโรงงานเพื่อผลิตสินค้าเทคโนโลยีชั้นสูง
ไม่ก็ผู้ใช้แรงงานที่มีลูกหลายคนแต่ยากจนเกินกว่าจะเลี้ยงดูไหว การ์ตูนที่สร้างขึ้นบนสิ่งแวดล้อมที่จำกัดแบบนี้
จึงเปี่ยมไปด้วยเนื้อหาที่ เกี่ยวข้องกับความรู้สึกจนแทบไม่น่าเชื่อว่าการ์ตูนตอนสั้นๆไม่กี่หน้า
สามารถขมวดปมและจบลงอย่างซาบซึ้ง มากกว่าการ์ตูนในปัจจุบันหลายเรื่องที่บางครั้งอ่านจนจบเล่มแล้วยังหาประเด็นไม่เจอ

ตัวอย่างตอนหนึ่งที่น่าสนใจคือ "สายลมในเดือนพฤษภาคม" เล่าเรื่องของ "มิจิโกะ"
เด็กสาววัยประถมที่เกลียดวันแม่ คุณแม่ของมิจิโกะเสียชีวิตไปแล้วเธอจึงรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยก
จากเพื่อนคนอื่นตลอดเวลา โดยเฉพาะในวันแม่ที่เพื่อนทุกคนตื่นเต้นกับการเย็บผ้ากันเปื้อน
ในวิชาการฝีมือเป็นของขวัญให้คุณแม่ของตัวเอง อยู่มาวันหนึ่งคุณน้าของมิจิโกะซึ่งหน้าเหมือนคุณแม่
มาเยี่ยมที่บ้าน มิจิโกะตื่นเต้นมากค่ะ แค่พาคุณน้าไปอวดเพื่อนๆ และใช้เวลาอยู่ด้วยกันทั้งวันในวันแม่ไม่พอเสียแล้ว
มิจิโกะรักคุณน้ามากถึงขนาดซื้อผ้ากันเปื้อนให้เป็นของขวัญและขึ้นรถไฟเพื่อ นำไปมอบให้ด้วยตัวเอง
แต่เมื่อเห็นคุณน้าอยู่กับลูก มิจิโกะจึงเข้าใจว่าอย่างไรเสีย "ก็เป็นแม่ของคนอื่น" ไม่ใช่แม่เราอยู่ดี

ความ สุดยอดของผู้วาดอยู่หลังจากนี้ล่ะค่ะ เพียงแค่สองหน้าตอนท้ายทำให้เราเห็นวุฒิภาวะของมิจิโกะอย่างชัดเจน
เธอทิ้งของขวัญลงกล่องจดหมายหน้าบ้านคุณน้าและจากมาด้วยน้ำตา (มีฉากสะดุดหินตอนวิ่งร้องไห้ซึ่งเป็นฉากแสดง
ความเสียใจอย่างสุดซึ้งแบบคลาสสิคด้วย) หลังจากนั้นมิจิโกะยืนอยู่บนเนินจ้องมองตะวันตกดินเหนือเมืองยูฮี
และสัมผัส สายลมเย็นสบายจนเธอยิ้มออกได้ อ.ไซกัน เรียวเฮย์ ผู้วาดเขียนด้วยลายเส้น "บ้านๆ"
ไม่มีเทคนิคหวือหวาอะไรเลยค่ะ ภาพเหมือนเด็ก ป.สี่วาดด้วยซ้ำ แต่คนอ่านเหมือนโดนหมัดฮุคเข้ากลางหัวใจ
เพราะมันช่างเหมาะเจาะได้จังหวะ จริงๆ สุดท้ายเธอก็กลับบ้านมาเตรียมอาหารให้คุณพ่อ
อาหารชนิดนั้นคือกะหล่ำปลียัดไส้ที่คุณน้าสอนนั่นเอง อูย...โดนค่ะโดน เรียบง่ายแต่โดนใจมาก!

Sanchoume no Yuuhi ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์แล้วสองภาคชื่อ Always: Sunset on Third Street
และได้รับทั้งเงินและกล่องอย่างล้นหลามนะคะ สิ่งที่เป็นจุดร่วมระหว่างเวอร์ชั่นการ์ตูนกับภาพยนตร์ไม่ใช่เนื้อเรื่อง
แต่เป็น "ความซาบซึ้งใจ" ใครชอบดูหนังอาจจะเฉยๆ ตอนอ่านการ์ตูน ส่วนคนชอบอ่านการ์ตูนพอดูหนังแล้วอาจจะไม่ซึ้ง
มากนัก แต่ถ้าดูเวอร์ชั่นที่ตัวเองถนัดรับรองต่อมน้ำตาแตกเลยค่ะ จุดร่วมอีกจุดหนึ่งของทั้งสองเวอร์ชั่นคือ
"อายุเท่าไหร่ก็ซึ้ง" เพราะเนื้อเรื่องกล่าวถึงวิกฤตของคนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็กจนแก่
ดังนั้น ในบรรดาเรื่องสั้นที่ร้อยเรียงเป็นภาพชีวิตเหล่านี้ต้องมีสักเรื่องที่มาโดนใจจนน้ำตาหยดบ้างค่ะ

Sunset on Third Street จึงสมกับชื่อที่ไม่ได้หมายถึงแค่ตะวันตกดินที่งดงามในเมืองยูฮี
แต่หมายถึงการชักชวนให้นักอ่านเข้าถึงความรู้สึกของบรรพบุรุษที่ต่อสู้ในยุคหลังสงครามโลก
ด้วยความยากลำบากทั้งกายและใจ เด็กญี่ปุ่นที่เกิดในยุคแห่งความสะดวกสบายอาจพาประเทศล่มจมได้
ถ้าไม่เคยรู้เลยว่าปู่ย่าตายายสร้างชาติมาแบบไหน

การสวมแว่นของคุณปู่วัยชรา (วัยตะวันจะลับฟ้า) แล้วมองอดีตผ่านการ์ตูนเรื่องนี้
จึงไม่ได้ให้แค่ความซาบซึ้งค่ะ ความรู้สึกนับถือในความพยายามของบรรพบุรุษ
คืออีกสิ่งที่การ์ตูนมอบให้เยาวชนในรุ่นหลังของญี่ปุ่นด้วย



http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01sun04081152&sectionid=0120&day=2009-11-08

2009/Nov/07

ว่ากันว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่หาดูกวางได้ง่ายๆ เพราะมีการเลี้ยงแบบเปิดกันที่จังหวัดนารา
ซึ่งเพื่อนๆ ที่เคยไป กลับมาพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า “กวางหน้าตาน่ารักนะ…แต่นิสัยเสีย”
แต่ข่าวครั้งนี้มิใช่กวางที่นาราแต่อย่างใด แต่เป็นกวางป่า ที่หลุดเข้ามากลางเมืองที่ซัปโปโรแน่ะ


แหล่งข่าวรายงานว่า จนแล้วจนรอด วันนั้นก็จับกวางกันไม่สำเร็จ 
ใครที่ดูวีดีโอแล้วก็คงไม่แปลกใจ ก็กวางดูปราดเปรียวซะขนาดนั้นน่ะ !!

Source : Japan probe
http://akibatan.com/2009/11/wild-deer-vs-cops/

2009/Nov/07

ข่าวปลดพนักงานของบริษัทใหญ่ๆ ยังคงมีให้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง
และมาตอนนี้ทาง Square Enix เองก็ได้ประกาศลดพนักงานประมาณ 10% จากทั้งหมด 3,805 คน
ด้วยหตุผลว่า “เพื่อความอยู่รอดของบริษัท” โดยจะมีการประเมิณพนักงาน
ด้วยแบบฝึกหัดการคัดเลือกพนักงานผู้โชคร้ายในเดือน มีนาคม 2010 แบบนี้ลุ้นกันตัวโก่งแน่…

ส่วนเหตุผลที่ต้องลดคนครั้งนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องเิงินก็เป็นได้
เพราะหากดูจากรายได้ของ Square Enix ที่เพิ่มขึ้นถึง 39.3%จากปีที่แล้ว (คิดเป็นมูลค่าราว 131 พันล้านเยน)

ที่มาของข่าวนี้ก็คือ CEO ผู้ถือหุ้นใหญ่คุณ Yoichi Wada
โดยกล่าวว่า “การควบกิจการ ทำให้มีคนเยอะเกินไป  การลดพนักงานจะทำให้การติดต่อประสานงาน
ทำใด้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  เพื่อผลประโยชน์ของบริษัท”

Source : Alafista via CNET Japan
http://akibatan.com/2009/11/square-enix-reduces-staff-10-percent/

2009/Nov/06



เดือนธันวาคม 2009

- Rose O’Neill’s Kewpie

เดือนมกราคม 2010

- Omamori Himari
- Ladies Vs Butlers! – (01/05)
- Hidden God
- Durarara!!
- SoRaNoWoTo
- Baka to Test to Shoukanjuu
- Hidamari Sketch
- Harukanaru Toki no Naka de 3
- Hanamaru Kindergarten (01/10)
- Nodame Cantabile Finale (01/14)

ยังไม่รู้กำหนด

- Qwaser of Stigmata
- Katanagatari
- Dance in the Vampire Bund
- Chu-Bra!!

Source : Chartfag

2009/Nov/06



แม้ว่าตัวทีวีซีรีส์ชุดที่ 3 Zan Sayonara Setsubo Sensei นั้นจะจบชุดลงไปแล้ว
แต่โครงการ OAD (Original Animation DVD) ของทาง Kodansha นั้นยังไม่จบครับ
เพราะว่านอกจากเล่ม 19 ที่มี OAD "Zan Sayonara Zetsubou Sensei Bangaichi" ภาคต้น
จะขายในวันที่ 17 พ.ย.นี้ แล้ว ตอนต่อของ OAD ชุดนี้ก็จะขายต่อในฉบับที่ 20
ที่จะออกวางจำหน่ายในวันที่ 17 ก.พ.ปีหน้านี้เลยครับ แน่นอนว่าราคาของ OAD ชุดนี้จะอยู่ที่ 3,470 (ซา-โยะ-นะ-ระ) เยน เช่นเดิมครับผม

ที่มา natalie.mu/comic/news/show/id/23278
http://www.cartoon.co.th/news/read_news.asp?id=4207&cid=1

2009/Nov/06

เป็นไปตามที่หลายๆ ฝ่ายคาดกันครับสำหรับยอดขายของ
DVD Suzumiya Haruhi no Yuutsu ตอน Endless Eight ที่ไม่น่าจะทำยอดขายได้สูงมากนัก
ซึ่งล่าสุดในแผ่นที่ 3 หรือว่าแผ่นที่ 5.285714 นั้นทำยอดขายเปิดตัวได้เพียงแค่ 12,708 แผ่นเท่านั้น
ซึ่งยอดขายนี้น้อยกว่าแผ่นที่ 2 (5.142857) ที่ทำเอาไว้ประมาณ 14,000 แผ่น เพียงแค่ 1,396 แผ่นเท่านั้น
ซึ่งแม้ว่าหลายคนจะสมน้ำหน้า Kyoani ที่เลือกทำเช่นนี้ แต่ว่าด้วยยอดขายนี้ก็หมายความว่า
มีคนที่เลือกจะเป็นแฟนๆของ Kyoani เป็นหมื่นๆ คนเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับอนิเมอื่นๆ
ที่บางทียังขายไม่ได้ถึง 2,000 แผ่นแล้วก็ยังถือว่าดีกว่ายิ่งนัก และงานนี้คาดว่าแผ่น 4-5
ก็น่าจะมียอดที่ไม่แตกต่างกันมากนัก งานนี้ต้องไปรอดูแผ่น 6-7 ที่เป็นตอนใหม่
ถ้ายอดมันพุ่งกลับมาแบบตอน Bamboo Rhapsody ที่ทำได้ 2 หมื่นกว่าแผ่นละก็แสดงว่า
มีแฟนๆ ที่พร้อมจะลงโทษ Kyoani เป็นหมื่นคนเช่นกัน (ฮา)

ที่มา 2ch
http://www.cartoon.co.th/news/read_news.asp?id=4209&cid=1

2009/Nov/06


เหล่าแฟนการ์ตูนและฮีโร่รุ่นเดอะคงรู้จักเขาผู้นี้กันเป็นอย่างดี Ichiro Mizuki
หรือที่เราเรียกๆกันว่า Aniki ผู้ขับขานเพลงการ์ตูนดังๆ ในอดีตมามากมาย
จนได้รับฉายาว่าเป็นราชาแห่งเพลงการ์ตูนเลยทีเดียว ถ้ายังนึกไม่ออก
ก็ลองไปฟังเพลง Mazinger กับ Combattler V ดูละกัน

หลังจากห่างหายไปนานตั้งแต่ผลงานล่าสุดในเพลงเปิดขบวนการ
Gekiranger และ Kotetsushin Jeeg แล้ว ก็โผล่มาอย่่างเด่นในโฆษณารถ Mazda

ไปดูกันให้หายคิดถึงเลยดีกว่า

สำหรับคนที่อยากเจอลุงตัวเป็นๆ ก็สามารถไปเจอได้ที่งาน AFA09 ที่สิงคโปร์ในวันที่ 21 นี้จ้า

source: japanprobe
http://akibatan.com/2009/11/ichiro-mizuki-in-mazda-commercial/

2009/Nov/06



แน่นอนว่าที่มีของข่าวนี้ก็มาจากสำนักงานจดลิขสิทธิ์ของญี่ปุ่นครับ
เมื่อทาง BANDAI ไปจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าของพรีเคียวซีรีส์ใหม่แล้ว
ในชื่อว่า Heartcatch Precure เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2009 ที่ผ่านมา
โดยเมื่อดูจากใบปิดขายของในปีหน้าแล้วเชื่อได้ว่าพรีเคียวซีรีส์นี้
น่าจะเปลี่ยนตัวละครใหม่ทั้งหมดแน่นอน รายละเอียดความคืบหน้าจะนำมารายงานต่อไปครับ

ที่มา www.ipdl.inpit.go.jp/Syouhyou/syouhyou.htm
http://www.cartoon.co.th/news/read_news.asp?id=4210&cid=1

2009/Nov/06



ดูท่าทางว่ารวมมิตรเยอะๆ แบบดีเคดมันจะเร้าใจกว่า ล่าสุดพรีเคียวออลสตาร์
ที่เป็นการรวมกันของพรีเคียวทั้ง 4 ซีรีส์ก็กำลังจะมีหนังโรงภาค 2 ออกมาในชื่อว่า
Precure All Stars DX2: Kibo no Hikari (แสงแห่งความหวัง) ซึ่งจะฉายในวันที่ 20 มี.ค. 2010
ใครเป็นแฟนพรีเคียวก็หาติดตามชมกันเองเน่อ บ้านเราท่าทางจะหาดูแบบลิขสิทธิ์ยากอะนะ

ที่มา www.precure-allstars.com/
http://www.cartoon.co.th/news/read_news.asp?id=4196&cid=1

2009/Nov/06

===========================================

1. K-ON! by Kakifly



2. HIDAMARI SKETCH by AOKI Ume




3. RECHT by TERAMOTO Kaoru



4. S-SENJOU NO TENA by MIKABE Sesuna



5. HARUMINATION by Daioki



6. TENBIN WA HANA TO ASOBU by UNOHANA Tsukasa



===========================================
ที่มา http://www.smm.co.th/index.php?subpage=10&topic_id=149

    follow me on Twitter